อาตมาบวชเมื่อปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสิบสอง ตอนนั้นอายุได้ยี่สิบปีพอดี โยมพ่อโยมแม่พาไปฝากตัวกับหลวงพ่อที่วัด ท่านมองหน้าอาตมาแล้วถามว่า ลูกเอ๊ย บวชเพื่ออะไร อาตมาตอบไม่ถูกเลยในตอนนั้น
สมัยนั้นการบวชเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งหมู่บ้าน ญาติโยมช่วยกันเตรียมงานเป็นอาทิตย์ ขบวนแห่นาคเดินเท้าจากบ้านมาถึงวัด มีกลองยาว มีรำวง เด็ก ๆ วิ่งตามขบวนกันเต็มถนนลูกรัง
ตอนปลงผมนั้น โยมแม่เป็นผู้ขริบปอยผมแรก มือของท่านสั่น อาตมาเห็นน้ำตาท่านหยดลงบนใบบัวที่รองผมอยู่ ภาพนั้นยังติดตาอาตมามาจนทุกวันนี้ มันทำให้อาตมาตั้งใจว่าจะบวชให้ดีที่สุด
พรรษาแรกลำบากพอสมควร ตื่นตีสี่มาทำวัตรเช้า เดินบิณฑบาตระยะทางไกล บางวันฝนตกจีวรเปียกหมดทั้งผืน แต่หลวงพ่อสอนว่าความลำบากกายนี่แหละเป็นครูของใจ
เดิมทีตั้งใจจะบวชแค่พรรษาเดียวตามประเพณี แต่พอได้ศึกษาพระธรรมวินัย ได้นั่งสมาธิ ใจมันสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลยกราบเรียนโยมพ่อโยมแม่ขออยู่ต่อ
นับถึงวันนี้ก็ห้าสิบกว่าพรรษาแล้ว อาตมาไม่เคยเสียใจเลยที่ตัดสินใจครองผ้ากาสาวพัสตร์มาตลอดชีวิต